วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555


วิธีลดความอ้วน ง่ายๆ ขั้นตอน

    ปัจจุบันนี้ โรคอ้วน ได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม  คนอ้วนมีอัตราการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน  สาเหตุแห่งการอ้วนมาจากหลายปัจจัย เช่น การบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไป  การขาดการออกกำลังกาย  และการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป

อาหารฟาสต์ฟู้ดในปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมเป็นอันมากจากผู้บริโภค ซึ่งอาหารเหล่านี้นั้นอุดมไปด้วย ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลในปริมาณสูง อีกทั้งผู้บริโภครู้สึกดีที่ได้บริโภคเพราะทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตัวเองนั้นมีรสนิยมดี (ค่านิยมฝรั่ง) 

เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆในชีวิตประจำวัน เช่น รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ คอมพิวเตอร์ เหล่านี้ทำให้ประชากรนั้นทำงานน้อยลง ได้เคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น ในอดีต เราอาศัยการเดินเท้าหรือการแจวเรือไปยังสถานที่ที่ต้องการไป เช่น วัด หรือ โรงเรียน แต่ปัจจุบันนี้ การเดินทางไปนั้นสะดวกสบายขึ้นมาก โดยการใช้รถยนต์เดินทางไป ดังนั้นเราจึงเห็นความแตกต่างของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆเหล่านี้นั้นก็เป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งในการทำให้ประชากรเพิ่มอัตราเป็นโรคอ้วนมากขึ้น

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ชีวิตประจำวันของประชากรนั้นเปลี่ยนไป จากนอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้า กลายมาเป็น นอนดึก ตื่นสาย แม้ว่าการนอนดึกตื่นสายนั้น จะมีชั่วโมงในการนอนเท่าเทียมกับการนอนหัวค่ำ ตื่นเช้าก็ตาม แต่ตื่นมา ในช่วยจังหวะเวลาที่ไม่ถูกต้อง กระบวนการในร่างกายทำงานผิดจังหวะ  เช่น เราควรทานอาหารเช้าไม่เกินเวลา 9.00 น. เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารเข้าไปเสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายในเวลาที่กระเพาะทำงานได้เต็มที่ แต่กลับกลายเป็นว่า ตื่นสายแล้วการทำงานของระบบในร่างกายรวน สิ่งต่างๆเหล่านี้จึงทำให้ร่างกายนั้นทำงานไม่เป็นระบบ และทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคอื่นๆตามมาในภายหลัง

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ การไม่ออกกำลังกาย มักเป็นข้ออ้างเสมอๆของผู้ที่เป็นโรคอ้วนว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ซึ่งถ้าเราจัดสรรเวลาในชีวิตดีๆ  เราทุกคนจะสามารถมีเวลาออกกำลังกาย เพียงแค่วันละ 30 นาที เป็นระยะเวลา 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายทำให้ร่างกายได้ขับของเสียออกมา ทำให้ไต ตับ ทำงานน้อยลง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภายใน อีกทั้งกล้ามเนื้อตามร่างกาย ก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ถ้าเราสามารถทำตามปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น เราก็จะสามารถขจัดโรคอ้วนออกไปได้ และเราก็จะได้มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงต่อไป

การจำกัดอาหาร การจำกัดอาหารหมายความว่า การเลือกอาหารที่เหมาะสมและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น เราควรรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มกากใย และ เส้นใยอาหาร เพราะกากใยอาหารเหล่านี้ ทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายที่เป็นปกติ ทำให้ขับสารพิษออกจากลำไส้ พอสารพิษออกจากลำไส้แล้วก็จะไม่เกิดการหมักหมม ซึ่งการหมักหมมเหล่านี้คือเหตุปัจจัยในการเริ่มต้นของมะเร็งตามส่วนต่างๆของร่างกายเรานั่นเอง  การบริโภคไขมันให้น้อยลง ในร่างกายของเรานั้นมีความต้องการไขมันต่อวันเพียงปริมาณน้อยนิดเท่านั้น เราจึงควรลดปริมาณการบริโภคไขมันให้น้อยลง  การเพิ่มการรับประทานโปรตีนจากถั่ว ลดปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ เนื่องจากเนื้อสัตว์ในปัจจุบันนี้ มีกรรมวิธีในการผลิตที่เร่งรีบมากเกินไป

วิธีการเร่งเนื้อแดง ฯลฯ ทำให้ต้องใช้สารเคมีลงไปในเนื้อสัตว์ เมื่อเราบริโภคเนื้อสัตว์เข้าไปในปริมาณมากๆ สิ่งที่ร่างกายได้รับเข้าไปด้วยนอกเหนือจากเนื้อสัตว์แล้ว ก็คือสารเคมีที่ค้างในเนื้อสัตว์ด้วย เราควรเปลี่ยนการบริโภคจากเนื้อสัตว์มาเป็นการได้รับโปรตีนจากถั่วต่างๆแทน อาหารเสริมต่างๆ เป็น

วิธีลดความอ้วน
 ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงขอให้ผู้ที่คิดจะใช้นั้น เลือกให้ดี ให้เหมาะสมกับความสามารถในการจ่ายของแต่ละคน ไม่ว่าจะมีเครื่องออกกำลังกายหรืออาหารเสริมใดๆก็แล้วแต่ ที่สามารถช่วยในการลดความอ้วน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความหนักแน่น และการอดทน ในการลดความอ้วน เพราะว่าไม่ใช่ทุกอาทิตย์ที่น้ำหนักจะลดลง แต่สิ่งที่ได้นั้น นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว สิ่งที่ได้อีกควบคู่ไปด้วยนั่นคือ สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคร้ายแรงใดๆ เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายหลายโรค ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็งต่างๆ

ซึ่งคนอ้วนมีอัตราความเสี่ยงในการเป็นโรคเหล่านี้สูงกว่าคนมีน้ำหนักทั่วไป  ข้อดีอีกอย่างคือ การลดความอ้วนทำให้ผู้ลดความอ้วนนั้นประหยัดเงิน เพราะเนื่องจากคนอ้วนนั้น ไม่ว่าจะซื้อเสื้อผ้า อาหาร จะต้องใช้จำนวนเงินมากกว่าคนที่มีรูปร่างปกติทั่วไป เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้นั้นต้องใช้จำนวนที่มากกว่า จึงต้องจ่ายแพงกว่า  นอกจากนี้แล้ว คนที่ลดความอ้วนที่ได้ผล ยังได้รับความมั่นใจจากการลดความอ้วน เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่ ไม่มีความมั่นใจในตนเองเนื่องจากรูปร่างที่แตกต่างจากคนอื่น  สิ่งต่างๆเหล่านี้คือข้อดีที่ได้จากการลดความอ้วน ลดความอ้วนมีแต่ดีไม่มีเสีย 

เมื่อเราได้เห็นข้อดีของการลดความอ้วน และข้อเสียของการมีน้ำหนักตัวมากแล้ว เมื่อคุณอ่านจบ คุณพร้อมรึยังที่จะลดความอ้วน ก่อนที่โรคร้ายต่างๆจะถามหาคุณ เริ่มต้นลดความอ้วนเสียแต่วันนี้เถิดจะเกิดผล


วิธีลดความอ้วนง่ายๆ 8 ขั้นตอน

1.วิธีลดความอ้วนโดยการออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที โดย 30นาทีแรกเป็นการเร่งการเผลผลาญของกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย การเร่งกระบวนการเผาผลาญมีหลายวิธี เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การว่ายน้ำ การเต้นแอโรบิค สิ่งต่างๆเหล่านี้เมื่อเราทำเป็นประจำจะทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้กระบวนการเมตาบอลิซึ่มในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

2.วิธีลดความอ้วนโดยการเลือกการบริโภคอาหาร เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ และงดอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ ขนมต่างๆ

3.วิธีลดความอ้วนโดยการบริโภคน้ำสะอาดให้เพียงพอ วันนึงคนเราควรรับประทานน้ำให้ได้ถึงวันละ8-10 แก้วในคนปกติ แต่ในคนอ้วน ต้องดื่มน้ำให้มากกว่านั้น เพราะว่าน้ำจะเป็นส่วนที่ทำให้ไขมันของร่างกายน้อยลง เนื่องจากน้ำจะไปทำความสะอาดอวัยวะต่างๆของร่างกาย อีกทั้งการดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ผิวพรรณผ่องใสอีกด้วย

4.วิธีลดความอ้วนโดยการพักผ่อนให้เพียงพอ ควรพักผ่อนวันละ 6-8 ชม. ต่อวัน โดยนอนแต่หัววัน และตื่นแต่เช้ามือ เพื่อให้กระบวนการในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

5.วิธีลดความอ้วนโดยการรับประทานอาหารเช้า เพราะการรับประทานอาหารเช้าทำให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างดีแลเป็นปกติ

6.วิธีลดความอ้วนโดยการหากิจกรรมยามว่างทำ เช่น การอ่านหนังสือ การดูภาพยนตร์ ฯลฯ เพราะกิจกรรมยามว่างทำให้เราหันเหความสนใจไปในด้านอื่นที่ไม่ใช่อาหาร

7.วิธีลดความอ้วนโดยการสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง เช่น การหาเสื้อผ้าสวยๆมาแขวนไว้ดู และให้จินตนาการว่าเราสวมใส่ชุดนั้นออกมาสวยเพียงใด

8.วิธีลดความอ้วนโดยลดความเครียด เพราะความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนอ้วนขึ้น เนื่องจากพอเครียดแล้วเรามักจะหาอาหารใส่ปากเสมอๆ ดังนั้นเราจึงต้องไม่ทำตัวให้เครียด



เทคนิคการวาดเบื่องต้น

การวาดเส้นภาพคน

การเขียนภาพคนหรือมนุษย์ ผู้ที่จะวาดภาพต้องศึกษาในเรื่องของสัดส่วน และโครงสร้างของร่างกายมนุษย์เสียก่อนเพื่อเป็นแนวทางซึ่งจะทำให้ได้ภาพที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม้ถูกต้อง หรือผิดสัดส่วน ก็จะมองหรือรู้ได้ทันทีเพราะเป็นสิ่งใกล้ตัวอยู่แล้ว การเขียนภาพคนมีสิ่งต้องคิดคำนึง อยู่มาก เพราะมีทั้งเพศหญิง เพศชาย และมีอิริยาบถต่าง ๆ เช่น นั่งนอน เดิน ยืนฯลฯ ซึ่งในแต่ละ ท่าทางของการเคลื่อนไหวจะให้ความรู้สึก และสวยงามเหมาะสมต่างกัน
สัดส่วนผู้ชายปกติ เจ็ดส่วนครึ่ง สัดส่วนผู้หญิงปกติ เจ็ดส่วนครึ่ง สัดส่วนสวยงามผู้หญิง แปดส่วน
ภาพที่ 3.1 ภาพเส้นภาพคน (1)
(ภาพแสดงสัดส่วนของคนปกติที่นับส่วนสูงเจ็ดส่วนครึ่งโดยให้ส่วนศีรษะเท่ากัน ส่วน)
สัดส่วนและโครงสร้างของมนุษย์
      การศึกษาหลักเกณฑ์สัดส่วนเบื้องต้น มีความจำเป็นในการวาดเส้นภาพคน และมีความสำคัญอ้างอิงในงานออกแบบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มุ่งประโยชน์ทางด้านการใช้สอย เพื่อกำหนดขนาดต่าง ๆ ให้เหมาะกับการใช้และอำนวยความสะดวก ในการหาระยะสัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน จะสรุปโดยเอาค่าเฉลี่ยของคนโดยทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง ให้เป็นตัวแทนของคนทั้งหมด (HUMANSCALE)
      การรู้สัดส่วนช่วยให้ 
      1. ช่วยในการวาดภาพคนได้สัดส่วนที่ถูกต้องมีความสวยงาม หรือสร้างสรรค์ได้ตาม จุดประสงค์
      2. เป็นข้อมูลในการออกแบบผลงานต่าง ๆ เพื่อการใช้สอยที่สะดวกสบาย เพื่อความ สวยงามและ แนวความคิดสร้างสรรค์
      3. ช่วยในการสร้างเสริม ปรับปรุง หรือพัฒนาบุคลิกของบุคคล
การกำหนดสัดส่วนของมนุษย์จะถือเอากะโหลกศีรษะมาจรดปลายคางถือเป็น 1 ส่วนเต็ม ร่างกายที่ดูดีได้สัดส่วนของคนเราจะอยู่ 7 ส่วนครึ่ง แต่ก็ยังมีสัดส่วนที่สวยงามกว่าปกติขึ้นไปอีก โดยมีการจัดสัดส่วนของมนุษย์ ได้เป็น 4 ระดับ คือ
      1. สัดส่วนทั่วไป (NORMAL) 7 ครึ่ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ดูดีอยู่แล้ว
      2. แบบอุดมคติ (DIALISTIC) เท่ากับ 8 ส่วน มีรูปร่างสวยงามขึ้น
      3. ต้นแบบ (FASHION) เท่ากับ 8 1/2 มีรูปร่างสวยงามสง่า ใช้เป็นแบบอย่าง หรือ เดินแบบ
      4. เรือนร่างเทพนิยาย (HERDIC) เท่ากับ 9 ส่วน มีรูปร่างสวยงามสง่า เกินความเป็นจริง
 
ภาพที่ 3.2 ภาพเส้นภาพคน (2)
(ภาพผู้หญิงที่มีสัดส่วนแบบเทพนิยาย คือ 9 ส่วน เป็นความยาวของช่วงขา ให้สังเกตความยาวของเรือนร่าง ช่วงเอวถึงเท้า จะยาวเกินความเป็นจริง แต่มีความสวยงามมาก)
การเขียนภาพคน
ขั้นตอน            1            2            3            4            5            6            7                        ภาพที่ 3.3 ภาพเส้นภาพคน (3)
(แสดงขั้นตอนการวาดเส้นภาพคนที่มีโครงสร้างอย่างง่าย)
โครงสร้างของคน อย่างง่าย และลักษณะพื้นฐานจะเห็นว่าใช้เส้นในการวาดเพียง เส้นเท่านั้น เส้นแรกแนวตั้ง เป็นลำตัว เส้นที่ 2-3 ก็จะเป็นส่วนขา และ 4-5 ก็จะเป็นแขน ถ้าจะแสดงเพศหญิง หรือชาย ก็เติมเป็นส่วนหัว หรือ ทรงผม
ดังนั้นในการฝึกวาดในระยะแรก จะเป็นโครงสร้างที่เป็นเส้นตรงในแต่ละส่วนอย่างง่าย เพียง  5  เส้น  คือ  เส้นตรงของลำตัว เส้นตรงของขาซ้าย  ขาขวา  เส้นตรงแขนซ้าย  และแขนขวา
ภาพที่ 3.4 ภาพเส้นภาพคน (4)
(แสดงภาพคนที่มีโครงสร้างอย่างง่ายในลักษณะท่าทางต่าง ๆ)
การวาดโครงสร้างที่ใช้เพียง เส้น จะเป็นขั้นเริ่มต้น ภาพที่ได้อาจจะให้ความรู้สึกแข็งทื่อตามสภาพของเส้นตรงและจำกัดจำนวนของเส้น แต่ถ้าฝึกไปสักระยะหนึ่งแล้วเพิ่มรายละเอียดขึ้น ในส่วนส่วนแขนและขา จากเส้นตรงก็จะเริ่มหักเส้น ในส่วนของลำแขนทั้งซ้าย-ขวา ช่วงข้อศอก และ ในส่วนของลำขาทั้งซ้าย-ขวา ช่วงหัวเข่า  ซึ่งทำให้เกิดโครงสร้างที่มีท่าทางขึ้น การงอของ ข้อศอก และ หัวเข่า จะต้องไปในทิศทางที่เป็นไปได้ของการขยับ และ การงอของมนุษย์  ภาพหรือท่าทางต่างๆ ก็จะเป็นไปตามธรรมชาติ และ มีความสวยงามตามอิริยาบถนั้น ๆ
การแต่งเติมความหนาของเส้นในบางส่วนจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ภาพมีมิติขึ้น มีความสวยงามขึ้น แต่ต้องเลือกในส่วนที่เป็นไปได้ใกล้เคียงกับ สัดส่วนของมนุษย์ เช่น ในส่วนของลำตัว กล้ามเนื้อของน่อง เท้า มือ เป็นต้น
การวาดเส้นโครงสร้างของคนที่มีความกว้างของร่างกาย โดยเพิ่มเส้นตรงอีก เป็น เส้น  คือ ส่วนเส้นตรง ที่เป็นช่วงไหล่ และ ตะโพก
ภาพที่ 3.5 ภาพเส้นภาพคน (5)
(แสดงขั้นตอนการวาดเส้นภาพคนที่มี โครงสร้างช่วง ไหล่ และตะโพกเพิ่มขึ้น)
เมื่อวาดได้ภาพที่เป็นโครงสร้างคนในลักษณะเส้น การตกแต่ง เพิ่มเติม ในส่วนของ ศีรษะ มือ เท้า ก็สามารถทำต่อได้รวมทั้งการใส่เรื่องราว กิจกรรมต่างๆ ให้กับรูปร่างนั้นๆ
ภาพที่ 3.6 ภาพเส้นภาพคน (6)
(แสดงภาพคนที่มีโครงสร้างช่วง ไหล่ ตะโพก ศีรษะ มือ เท้า เพิ่มขึ้น และวาดเส้นเรื่องราว กิจกรรมต่าง ๆ ให้กับรูปร่างนั้น ๆ เช่น เล่นคนตรี เล่นกีฬา นั่ง ฯลฯ) การวาดเส้นโครงสร้างของคนที่มีความ กว้างของร่างกาย และ เพิ่มความหนาให้กับ ลำตัว แขน ขา โดยการลากเส้นคู่ขนาดกับเส้นโครงสร้างเดิม
ภาพที่ 3.7 ภาพเส้นภาพคน (7)
(แสดงโครงสร้าง ภาพคนจากการวาดเส้น และเพิ่มเติมจนได้ลักษณะที่มีมิติสัดส่วนของคนที่ใกล้เคียง หรือมีความสมบูรณ์ ในการถ่ายทอดรูปแบบของคนทั้งเพศหญิง และเพศชาย)
จะเห็นได้ว่า การเขียนท่าทางต่าง ๆ ของคนไม่ได้เป็นสิ่งยาก ถ้ายึดการวาดให้ได้สัดส่วนเป็นเส้นง่าย ๆ เสียก่อน โดยที่ทุกส่วนจะเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว ได้แก่ ส่วนงอของข้อศอกในส่วนแขน หัวเข่า ในส่วนของ ขา และยกแขน ก็อยู่ที่ตำแหน่งของไหล่ ยกขาก็อยู่ตรงเส้น ส่วนตะโพก หรือโคนขา
การเขียนรูปใบหน้าหลักเบื้องต้น คนเราจะมีความสมดุลแบบซ้ายขวา คือ ทั้งซ้ายกับขวาจะมีขนาดลักษณะเหมือนกัน ดังนั้นการร่างภาพร่างเส้นเบาก่อนจะเป็นส่วนซ้ายให้การวาดรูป ใบหน้าได้สัดส่วนและเหมือน โดยมีเส้นแบ่งกลาง แบ่งเส้นระดับตำแหน่ง ตา จมูก ปาก ส่วนที่จะต้องได้มีลักษณะขนาดเท่ากันมากก็เป็นส่วนของดวงตากับหูในกรณีภาพหันหน้าตรง การวาดจากร่างเบา แล้วลงเส้นหนักจริง อาจเป็นการฝึกในระยะแรก เมื่อมีความแม่นยำก็อาจไม่ต้องร่างก็ได้
ภาพที่ 3.8 ภาพเส้นภาพคน (8)
(แสดงขั้นตอนในการวาดเส้น ใบหน้าคนเพศชาย ทั้งซ้าย และขวา โดยเริ่มจากวงกมลและเส้นโครงร่าง ในส่วนเส้นแบ่งหน้า ตา จมูก ปาก คาง คอ แล้วลงเส้นรูปหน้า)
ภาพที่ 3.9 ภาพเส้นภาพคน (9)
(แสดงขั้นตอนในการวาดเส้น ใบหน้าผู้หญิง ทั้งซ้าย และขวา โดยเริ่มจากรูปวงกลมและเส้นโครงร่าง ในส่วนเส้นแบ่งหน้า ตา จมูก ปาก คาง คอ แล้วลงเส้นรูปหน้า เส้นผม)
การฝึกอาจเริ่มจากภาพนั่งปกติ ด้านข้าง ด้านหน้าหน้าตรง แล้วค่อยเอียงหน้าก้ม และอาจใส่ลีลาอารมณ์ต่าง ๆ ต่อมาเมื่อมีความชำนาญขึ้น การจะเขียนวาดให้มีมุมมองต่าง ๆ อย่างไร ก็ตาม การยึด คือ เส้นดิ่งกลางหน้าและระดับตา จมูก ปาก เป็นเส้นร่างหลักที่จะเป็นสัดส่วนกำหนดให้เป็นอย่างดี
ภาพที่ 3.10 ภาพเส้นภาพคน (10)
(แสดงขั้นตอนในการวาดเส้นภาพคนเต็มตัว โดยเริ่มจากเส้นโครงร่าง แล้วเพิ่มส่วนหนาของลำตัวหน้าเริ่มจากรูปวงกลม)
การวาดภาพคนทั้งตัว โดยนำส่วนของลำตัวจากโครงเส้น พร้อมกับกำหนดท่าทาง แล้วเพิ่มความหนาของลำตัว ส่วนของใบหน้า ก็เริ่มจากโครงสร้างของวงกลม แบ่งส่วน ตา จมูก ปาก และรายระเอียดของเครื่องแต่งกาย การฝึกเขียนภาพคนทั้งตัว โดยเฉพาะที่แสดงท่าทางต่างๆ สิ่งที่ควรระวัง คือเรื่องของ สัดส่วน จะต้องได้ภาพที่ดูเป็นลักษณะของคนปกติ สมบูรณ์ เพราะภาพคนเป็นสิ่งใกล้ตัว จึงง่ายแก่การตรวจสอบ ถ้ามีการผิดเพี้ยน
ภาพที่ 3.11 ภาพเส้นภาพคน (11)
(แสดงโครงร่างขั้นตอนในการวาดเส้น ภาพคนทั้งเต็มตัว และครึ่งท่อน)
ภาพวาดเส้นภาพคนจะฝึกจากโครงเส้นอย่างง่าย และ มามีสัดส่วน คือ ส่วนหนาของลำตัว ลำแขน-ขาตามลำดับหรืออาจจะพูดในอีกแง่หนึ่งว่าจากโครงกระดูกก็มาใส่เนื้อหนัง หรือเสื้อผ้าให้ เมื่อได้ภาพที่สมบูรณ์ ก็จะเป็นขั้นตอนที่วาดภาพของคนที่ร่วมกลุ่ม จัดเป็นองค์ประกอบของภาพ เพื่อการออกแบบ หรือ เพื่อการโฆษณา ภาพวาดเส้นลักษณ์นี้ ต้องให้ความรู้สึกขององค์ประกอบรวม มีการซ้อน หรือบังภาพคน เพื่อให้ลีลาท่าทางที่น่าสนใจ ชวนมองนอกเหนือจากความถูกต้อง สวยงามของโครงร่าง ซึ่งอาจเป็นการนำท่าทางหลายลักษณะมารวมกัน
ภาพที่ 3.12 ภาพเส้นภาพคน (12)
(แสดงภาพคนที่วาดรวมกลุ่ม และจัดองค์ประกอบ ซึ่งมีทั้งการซ้อนภาพ และเน้นน้ำหนักสีเข้มโดยใช้รูปร่างของกลุ่มคนเช่นกัน)
ภาพคนตามความจริงเป็นส่วนที่ใกล้ตัวที่สุด แต่ก็ไม่ง่ายที่จะวาดได้ดี และสมบรูณ์ที่สุด เพราะมีหลายรูปแบบ เช่น เด็กวัยรุ่น ผู้หญิง ผู้ชาย คนพิการ คนแก่ และทั้งหมดนี้ยังแสดงอิริยาบถต่างๆ อีกด้วย นับตั้งแต่ นอน นั่ง เดินกระโดด วิ่ง คลาน ซึ่งมีรูปแบบที่ต้องสอบได้ว่าถ่ายทอดได้ถูกต้องหรือเปล่า ที่กล่าวมานั้นยังไม่ได้รวมที่จะต้องวาดแล้วแสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ต่าง ๆ ได้อีก เช่น มีท่าทางโศกเศร้า ดีใจ หัวเราะ ร้องไห้ ร่าเริง ฉงน ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามการถ่ายทอกภาพคน ก็จะเลือกวาดตามที่จะนำไปใช้งานตามจุดประสงค์นั้น ๆ
ภาพที่ 3.13 ภาพเส้นภาพคนถ่ายทอดให้เห็น หญิงชราทำงานในชนบท
ที่มา (Mochizuki, 1984, pp. 283)
ภาพที่ 3.14 ภาพเส้นภาพคนถ่ายทอดให้เห็นถึงอารมณ์ของชายชรา
ที่มา (Mochizuki, 1984, pp. 283)
ภาพที่ 3.15 ภาพเส้นภาพคน ที่ถ่ายทอดถึงอาการหัวเราะได้ชัดเจน
ที่มา (Mochizuki, 1984, pp. 181)
ภาพที่ 3.16 ภาพเส้นภาพคน ที่ถ่ายทอดให้ความรู้สึกร่าเริง
ที่มา (Mochizuki, 1984, pp. 181)
ภาพที่ 3.17 ภาพเส้นภาพคนที่ใช้มือ ตา ประกอบให้ความรู้สึกทางอารมณ์อีกรูปแบบหนึ่ง
ที่มา (ปรัชญา อาภรณ์, 2540, หน้า 27)
ในการวาดภาพคนโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
1. ภาพคนครึ่งท่อน (Portrait) เป็นการแสดงรายละเอียด ที่ต้องการความเหมือน มีความถูกต้อง ครบถ้วนโดยเฉพาะ แสงเงา ส่วนใหญ่จะเป็นภาพหุ่นนิ่งไม่มีอาการเคลื่อนไหว
ภาพที่ 3.18 ภาพวาดครึ่งท่อน
ที่มา (Wyeth, Andrew, 1987, pp.68)
2. ภาพเต็มตัว (Figure) เป็นภาพที่วาดให้เห็นความครบถ้วนสมบูรณ์ สัดส่วนถูกต้อง และ มีการจัดท่าทางทีสง่างามในภาพเต็มตัวที่มีทั้งหุ่นนิ่งและเคลื่อนไหว
ภาพที่ 3.19 ภาพวาดเต็มตัว ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (เป็นตัวอย่างหนึ่งของสัดส่วน)
ที่มา (เจษฎา ทองรุ่งโรจน์, 2549, หน้า 026)
การวาดเส้นภาพคนประกอบในงานออกแบบทางสถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน จะไม่เน้นรายละเอียดของใบหน้า หรือ กล้ามเนื้อมากนักซึ่งพอจะสรุปลักษณะได้ดังนี้
1. ลักษณะของเส้นเรียบง่ายไม่ซับซ้อน 
2. เน้นสัดส่วนถูกต้องและสามารถเปรียบเทียบกับสัดส่วนสิ่งที่อยู่รอบตัวได้
3. ไม่เน้นรายละเอียดของใบหน้ามากนัก วาดแต่เค้าโครง แสดงเพศ และวัย
4. ลักษณะท่าทางจะวาดให้มีความเคลื่อนไหวหรือมีอิริยาบถที่เข้าใจได้ 
5. มักจะเป็นภาพเห็นทั้งตัวและแต่งตัวบอกบุคลิกเด่นชัด 
6. สัดส่วนที่ใช้เขียนจะมีความสวยสง่า หรือใช้สัดส่วนแปด แปดครึ่ง ถึงเก้า
รูปแบบภาพคนประกอบในงานออกแบบ
รูปแบบภาพคนประกอบในงานออกแบบทางสถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน ดังนี้
ภาพที่ 3.20 ภาพคนประกอบในงานออกแบบ (1)
(แสดงภาพวาดเส้นผู้หญิงที่เป็นภาพประกอบในงานเขียนทางสถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน
 
ภาพที่ 3.21 ภาพคนประกอบในงานออกแบบ (2)
(แสดงภาพวาดเส้นโครงสร้างอย่างง่ายกลุ่มคนที่เป็นภาพประกอบในงานเขียนทางสถาปัตยกรรม)
 
ภาพที่ 3.22 ภาพคนประกอบในงานออกแบบ (3)
(แสดงภาพวาดเส้นผู้หญิงที่เป็นภาพประกอบในงานเขียนทางตกแต่งภายใน)
การวาดภาพคนที่เป็นส่วนประกอบงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม และตกแต่งภายใน อาจจะไม่ต้องวาดรายละเอียดมากนัก แต่ต้องวาดให้ได้เค้าโครงของ ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และท่าทาง อิริยาบถต่างๆได้ เช่นกำลังเดิน นั่ง ในบางภาพอาจจะมีการวาดตกแต่งเครื่องใช้ทั่วไปที่เข้าใจง่ายประกอบโดยมีความสอดคล้องกับงานออกแบบนั้น ๆ ด้วย เช่น กระเป๋า กล้องถ่ายรูป ซึ่งจะทำให้ภาพสมบูรณ์ สวยงาม
สรุป
การเขียนภาพคนต้องเริ่มจากโครงสร้างที่เป็นเส้นอย่างง่าย โดยศึกษาและสังเกตจากสัดส่วนของคนเราที่เป็นสิ่งอยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว จากโครงสร้างที่เป็นเส้นก็จะค่อยเพิ่มส่วนต่าง ๆ ทีทำให้เกิดมิติของร่างกาย เช่น ความกว้าง ลำตัว ลำแขน ขา รายละเอียดที่จะเพิ่มเติมส่วนที่สำคัญ ได้แก่ การเขียนรูปใบหน้า ซึ่งทั้งหญิงและชายก็จะใช้รูปวงกลมเป็นหลักในการร่างภาพ แต่ลักษณะของภาพคนแม้นจะเป็นสิ่งใกล้ตัว แต่ก็มีความยากง่าย ถ้าจะถ่ายทอดให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะคนเรามีทั้งเด็กทารก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนชรา คนพิการ และยังแสดงกิจกรรมต่างๆ เล่นดนตรี กีฬา ตลอดจนแสดงออกทางอารมณ์ เช่น โกรธ ร่าเริง เศร้า อาย ฉงน ปวดเร้า ซาบซึ้ง ฯลฯ นอกจากจะฝึกในทางด้านทักษะฝีมือแล้วการฝึกสังเกตกริยาท่าทางของคนทั่วไป เป็นแนวทางในการวาดภาพได้สมบรูณ์ ในการเขียนภาพบางครั้งก็ไม่ได้เน้นรายละเอียดทั้งหมด จะวาดให้ถูกต้องทางด้านสัดส่วนเพื่อใช้เพียงภาพประกอบให้ดูดี เช่น ในงานทัศนียภาพตกแต่งภายในหรือทางสถาปัตยกรรม

การเล่นคอร์ดกีตาร์เบื้องต้น


               ตรงนี้มีความสำคัญมากสำหรับมือใหม่ เพื่อเป็นการฝึกให้คุ้นเคยกับจังหวะดนตรี การเปลี่ยนคอร์ดที่สัมพันธ์กับจังหวะดนตรีและการตีคอร์ด ลักษณะของการตีคอร์ดนั้นเราอาจจะเข้าใจว่าคือการใช้ปิคดีดสายกีตาร์ ขึ้น ๆ ลง ๆ เท่านั้น แต่จริง ๆ มันมีความหมายมากกว่านั้น เช่นการดีดต้องดีดสายไหนบ้าง ดีดขึ้นกี่ทีลงกี่ที และเมื่ไรจะเปลี่ยนคอร์ด ดีดแบบเสียงบอดทำยังไงใช้เมื่อไร และปัญหาที่ทุกคนมักจะคิดถึงคือดีดยังไงถึงจะเพราะ ก่อนอื่นเราไปรู้จักอุปกรณ์สำคัญในการตีคอร์ด นั่นคือปิคกีตาร์
                    ตอนนี้เรามารู้จักการจับปิคกันก่อนนะครับ ซึ่งก็ไม่ได้มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจับอย่างไรแต่ท่าที่สำคัญคือ ต้องจับให้มั่นคง และสะดวกในการดีด และถนัดกับตัวคนเล่นเอง แต่ส่วนใหญ่ที่เป็นแบบที่นิยมกันก็คือการวางปิคลงบนด้านข้างปลายนิ้วชี้ แล้วใช้นิ้วโป้งกดทับ โดยทำมือที่จะจับปิคดังรูปที่ 1 และ 2 ส่วนรูปที่ 3 คือรูปที่จับปิคแล้ว ลองปรับท่าจับให้มั่นคงแข็งแรงและถนัดที่สุดเพื่อเวลาดีดปิคจะได้ไม่หลุดจากมือ
hold-pick.gif (23630 bytes)
                    คราวนี้ลองทดสอบดูครับ ลองจับปิคให้มั่นคง ลองดีดกีตาร์จากสาย 6 ไปหาสาย 1 (สายใหญ่->เล็ก) จากนั้นดีดย้อนขึ้นจากสาย 1 ไปสาย 6 สังเกตการดีดให้จังหวะการดีดแต่ละเส้นนั้นให้เท่ากัน คือเสียงเรียบสม่ำเสมอ ในขั้นแรกนี้ลองฝึกให้จังหวะการดีดของคุณสม่ำเสมอก่อนทั้งขึ้และลง ใจเย็น ๆ นะครับอย่าเพิ่งใจร้อนเลยครับ เราเริ่มจากแบบเรียน ก.ไก่ ข.ไข่ ก่อนต่อไปเราถึงจะอ่านหนังสือออกจริงมั๊ยครับ!!!! ลองมาดูท่าทางการดีดที่ถูกต้องนะครับ
r-hand.gif (6550 bytes)r-hand1.gif (5312 bytes)pick.gif (3857 bytes)
                    เอาล่ะครับตอนนี้ผมถือว่าเพื่อน ๆ คุ้นเคยกับการจับปิคดีดสายกีตาร์แล้วนะครับ ซึ่งหมายถึงคุณสามารถดีดได้อย่างเป็นธรรมชาติ จังหวะสม่ำเสมอ คราวนี้เราจะมาลองดีดกับคอร์ดกีตาร์จริง ๆ ดีกว่า ในขั้นนี้ผมขอแนะนำคอร์ดง่าย ๆ และใช้กันมากเพื่อให้คุณฝึกหัดกันก่อนครับได้แก่ คอร์ด C, Am, Dm, G7 หรือ คอร์ดซี, เอ-ไมเนอร์, ดี-ไมเนอร์ และ จี-เซเว่น เรามาดูโครงสร้างการจับแต่ละคอร์ดกันครับ
4-chord1.gif (6274 bytes)
                    ผมขออธิบายนิดนึงนะครับสำหรับการอ่านไดอะแกรมคอร์ด เส้นในแนวตั้ง 6 เส้นหมายถึง สายกีตาร์ 6 สายนั่นเองโดยสาย 6 จะอยู่ทางซ้ายมือสุด และสาย 1 อยู่ทางขวามือสุด ส่วนเส้นแนวนอน หมายถึงเฟร็ตต่าง ๆ ถ้าไม่มีตัวเลขกำหนดจะหมายถึงเริ่มจากเฟร็ตที่ 1 เสมอ จุดดำนั้นคือจุดที่ต้องกดสายและตัวเลขที่อยู่ในจุดดำหมายถึงนิ้วเช่น 1= นิ้วชี้ (ดูสัญลักษณ์มือซ้ายด้านบน) ก็คือใช้นิ้วชี้กด ส่วนเครื่องหมาย X หมายถึงไม่ต้องเล่นสายนั้นเวลาดีด (แล้วจะรู้ว่าทำไมถึงไม่เล่นสายดังกล่าวในภายหลัง) และ O คือ สายเปิดสามารถเล่นได้เวลาดีด
                    คราวนี้เพื่อน ๆ ลองจับคอร์ดต่าง ๆ ดูครับ ลองฝึกการวางนิ้วแบบที่ได้บอกไปแล้วนะครับลองเปลี่ยนคอร์ดดูคร่าว ๆ เมื่อคุณคุ้นเคยกับการจับคอร์พอสมควรแล้ว เราลองมาใช้ปิคดีดดูทีละสาย เพื่อเช็คว่ามีสายไหนบอดบ้าง โดยใช้ปิคดีดลงทีละสายเช่น คอร์ด C ลองดีดจากสาย 5 -> 4 -> 3 -> 2 -> 1 แล้วสังเกตฟังดูว่าสายใดบอดบ้าง เสียงบอกคือเสียงที่วเลาดีดแล้วไม่ใส ดังแป๊ก ๆ เนื่องจากมีนิ้วใดนิ้วหนึ่งไปโดน คุณลองดูว่ามีส่วนใดของนิ้วอื่นที่ไม่ได้กดเส้นดังกล่าวไปแตะโดนหรือไม่ แล้วพยายามจัดรูปนิ้วใหม่ ไม่ให้ไปโดนสายดังกล่าว
                ต่อไปลองดีดเป็นจังหวะ ๆ แล้วเปลี่ยนคอร์ดนะครับโดยการดีดลง 1 ทีนับ 1 เราฝึกโดยดีดลง 4 ครั้งแล้วเปลี่ยนคอร์ดนะครับเริ่มกันเลย
   C                  Am                  Dm                 G7
wpe10.jpg (4493 bytes)
   1   2   3    4        1   2   3   4        1   2   3  4         1   2   3  4
                    นับจังหวะการดีดดังนี้ (ดูจากรูปลูกศรลงคือการดีดลง 1 ครั้ง) จับคอร์ด C ดีดลงนับ 1 ดีดลงนับ 2 ดีดลงนับ 3 ดีดลงนับ 4   เปลี่ยนคอร์ดเป็น Am แล้วดีดเช่นเดิมอีก 4 จังหวะ จึงเปลี่ยนเป็นคอร์ด Dm ดีดอีกสี่จังหวะ เปลี่ยนเป็นคอร์ด G7 ดีดอีก 4 จังหวะแล้วเปลี่ยนกับไปเป็นคอร์ด C .....ทำเช่นนี้ต่อไป
                    ช่วงแรกขอให้เพื่อน ๆ ฝึกเท่านี้ก่อนที่จะไปฝึกอย่างอื่น อย่าลืมนะครับสำคัญมากคุณควรจะฝึกการดีดให้เป็นจังหวะจะโคน เปลี่ยนคอร์ดให้สัมพันธ์กับจังหวะและการดีดกีตาร์ โดยคุณอาจจะลองเปลี่ยนจากการดีด 4 จังหวะมาเป็น 3 จังหวะแล้วเปลี่ยนคอร์ด 2 จังหวะแล้วเปลี่ยนคอร์ด หรือ 1 จังหวะแล้วเปลี่ยนคอร์ด และเพิ่มความเร็วในการดีดให้เร็วมากขึ้น จนคุณรู้สึกว่าคุ้นเคยกับการดีดและการเปลี่ยนคอร์ด อย่าใจร้อนนะครับ ตอนผมฝึกใหม่ ๆ ผมหัดแค่นี้แหละครับหัดอยู่หลายวันกว่าจะคล่องจากนั้นจึงค่อยไปหาเพลงที่มี 4 คอร์ดดังกล่าวมาลองเล่นดูแล้วจึงเริ่มศึกษาคอร์ดใหม่ ๆ และเพลงใหม่ ๆ จะเริ่มเรียนรู้มากขึ้น ดังนั้นใจเย็น ๆ ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า

     แบบฝึกหัด ในส่วนนี้เพื่อน ๆ จะได้ลองทดสอบการใช้มือซ้ายและมือขวา การดีดกีตาร์ ในแบบฝึกหัดต่าง ๆ ลองฝึกดูให้รู้สึกชินกับจังหวะการดีดการเปลี่ยนคอร์ดนะครับ
        แบบฝึกหัดที่ 1 ตรวจสอบว่าเสียงบอดหรือไม่ โดยใช้ปิคดีดลงทีละสายแล้วจึงเปลี่ยนคอร์ด สำหรับ diagram ข้างล่างนี้เรียกว่าระบบ tablature ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในภายหลัง ตอนนี้ขอให้รู้เพียงคร่าว ๆ คือเส้นทั้ง 6 เส้นแทนสายกีตาร์ 6 สาย (สาย 6 หรือสายใหญ่สูงอยู่เส้นล่างสุด ส่วนสาย 1 หรือสายเล็กสุดอยู่เส้นบนสุด) ส่วนตัวเลขที่ทับอยู่บนสายแต่ละสายคือเลขบอกช่องบนคอกีตาร์ที่คุณต้องกด สังเกตจากห้องแรก กดสาย 5 ช่อง 3 สาย 4 ช่อง 2 สาย 3 เป็น 0 คือ ไม่ต้องกด สาย 2 กดช่อง 1 สาย 1 เป็น 0 ไม่ต้องกด ก็จะได้รูปคอร์ด C นั่นเอง ส่วนการดีดให้ดีดเฉพาะเส้นที่มีตัวเลขกำกับ
ex.gif (3625 bytes)
       แบบฝึกหัดที่ 2 ดีดลงคอร์ดละ 4 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
        ความหมาย : ลูกศรชี้ขึ้นหมายถึงตีคอร์ดลง คือ ดีดผ่านจากสาย 6 ไปหาสาย 1
                            ลูกศรชี้ลงหมายถึงตีคอร์ดขึ้น คือ ดีดผ่านจากสาย 1 ไปหาสาย 6
ex1.gif (3258 bytes)
        แบบฝึกหัดที่ 3 ดีดลงคอร์ดละ 3 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
ex2.gif (3064 bytes)
        แบบฝึกหัดที่ 4 ดีดลงคอร์ดละ 2 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
ex3.gif (2792 bytes)
        แบบฝึกหัดที่ 5 ดีดลงคอร์ดละ 1 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
ex4.gif (2461 bytes)
        แบบฝึกหัดที่ 6 ดีดสลับขึ้นลงคอร์ดละ 4 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
ex5.gif (2976 bytes)
        แบบฝึกหัดที่ 7 ดีดสลับขึ้นลงคอร์ดละ 2 จังหวะจึงเปลี่ยนคอร์ด
ex6.gif (2774 bytes)
         การตีคอร์ด (strum)
            การตีคอร์ดหรือ strumming เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเล่นกีตาร์หมายถึงการดีดสายทั้ง 6 หรือบางสาย ของกีตาร์ในเวลาเดียวกันอาจจะดีดด้วยปิค หรือ นิ้วมือก็ได้ในทิศขึ้นหรือลงตามจังหวะ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่ามีกี่แบบเพียงแต่ต้องดีดให้สอดคล้องกับจังหวะของเพลง ซึ่งในส่วนนี้ผมจะกล่าวถึงสัญลักษณ์และรูปแบบต่าง ๆ ในการตีคอร์ดเบื้องต้น เพื่อเป็นแนวทางให้คุณได้ฝึกและศึกษาการตีคอร์ดในแบบอื่น ๆ ต่อไป
สัญลักษณ์ทางการตีคอร์ด
            ก่อนอื่นผมขอแนะนำสัญลักษณ์ที่ใช้ในการตีคอร์ดก่อนนะครับ ได้แก่เครื่องหมายบอกถึงจังหวะความสั้นยาวของการตีคอร์ด ซึ่งจะคล้ายกับโน๊ตสากลนั่นเองลองดูกันครับ
สัญลักษณ์
ความหมาย
strum-s3.gif (953 bytes)
เหมือนกับโน๊ตตัวกลม หรือมีค่าเป็น 4 จังหวะ (time signature 4/4)
strum-s2.gif (989 bytes)
เหมือนกับโน๊ตตัวขาวประจุด หรือมีค่าเป็น 2+1 = 3 จังหวะ
strum-s1.gif (983 bytes)
เหมือนกับโน๊ตตัวขาว หรือมีค่าเป็น 2 จังหวะ
strum-s.gif (966 bytes)
เหมือนกับโน๊ตตัวดำ หรือมีค่าเป็น 1 จังหวะ
strum-s4.gif (981 bytes)หรือเมื่อเขียนหลายตัวติดกันstrum-s5.gif (1002 bytes)
เหมือนกับโน๊ตเขบ็ต 1 ชั้น หรือมีค่าเป็น 1/2 จังหวะ
strum-mute.gif (974 bytes)
เป็นการดีดเสียงบอด (ดูรายละเอียดในเรื่องเทคนิคการเล่น)
          
               นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับทิศทางในการดีดกีตาร์คือการดีดขึ้นลงนั่นเอง
สัญลักษณ์
ความหมาย
tq_stums101_pick_strum_down.gif (64 bytes)
ดีดลงจากสาย 6 ไปหาสาย 1
tq_stums101_pick_strum_up.gif (58 bytes)
ดีดขึ้นจากสาย 1 ไปหาสาย 6
            ต่อไปเรามาดูรูปแบบการตีคอร์ดแบบต่าง ๆ และลองศึกษาการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ดูนะครับ
          
แบบแรกเป็นแบบพื้นฐานก่อนนะครับ
strum-1.gif (1518 bytes)ดีดลง 4 จังหวะ ต่อ 1 ห้อง
แบบที่สองคล้ายกับแบบแรกแต่ดีดสลับขึ้นลง
strum-2.gif (1509 bytes)ดีดลง 1 จังหวะ สลับกับดีดขึ้น 1 จังหวะ
            ทั้ง 2 แบบข้างต้นนั้นเป็นการแสดงในแบบของระบบบรรทัด 5 เส้น ต่อไปเราจะมาดูตัวอย่างการตีคอร์ดในรูปแบบอื่น ๆ โดยแสดงในระบบ tablature ดูบ้าง
ตัวอย่างที่ 1
strum-e1.gif (2603 bytes)ขั้นตอนการเล่น1. ดีดลงนับ 1 จังหวะ ตวัดมือขึ้นโดยไม่ต้องดีด
2.ดีดลงนับ 1/2 จังหวะตวัดมือดีดขึ้นนับ 1 จังหวะ ตวัดมือลงโดยไม่ต้องดีด
3. ดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
4. ดีดลงนับ 1 จังหวะ รวมทั้งสิ้น 4 จังหวะ
ตัวอย่างที่ 2
strum-e2.gif (2674 bytes)ขั้นตอนการเล่น1. ดีดลงนับ 1 จังหวะ
2. ดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
3. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ
4. รวมทั้งสิ้น 2 จังหวะ
ตัวอย่างที่ 3
strum-e3.gif (2826 bytes)ขั้นตอนการเล่น1. ดีดลงนับ 1 จังหวะ ตวัดมือขึ้นโดยไม่ดีด
2. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
3. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
4. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
5. รวมทั้งสิ้น 4 จังหวะ
ตัวอย่างที่ 4
strum-e4.gif (2928 bytes)ขั้นตอนการเล่น1. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ และดีดลงนับ 1/2 จังหวะ
2. ดีดลงโดยทำเสียงบอด อุดเสียงด้วยสันมือขวานับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
3. ดีดลงนับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
4. ดีดลงโดยทำเสียงบอด อุดเสียงด้วยสันมือขวานับ 1/2 จังหวะ และดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
5. รวมทั้งสิ้น 4 จังหวะ
ตัวอย่างที่ 5
strum-e5.gif (2957 bytes)ขั้นตอนการเล่น1. ดีดลงนับ 1 จังหวะ ตวัดมือขึ้นโดยไม่ต้องดีด
2.ดีดลงโดยทำเสียงบอด อุดเสียงด้วยสันมือขวานับ 1/2 จังหวะ
3. ดีดขึ้นนับ 1 จังหวะ ตวัดมือลงโดยไม่ต้องดีด
4. ดีดขึ้นนับ 1/2 จังหวะ
5. ดีดลงโดยทำเสียงบอด อุดเสียงด้วยสันมือขวานับ 1/2
6. ดีดขึ้นนับ 1/2  จังหวะ รวมทั้งสิ้น 4 จังหวะ
            เวลานับให้นับ 1- และ - 2 -และ .....นะครับ ลองฝึกดูหัดจากช้า ๆ ก่อนสักพักคุณจะคล่องเองแหละครับแรก ๆ อาจจะรู้สึกเก้ง ๆ ก้าง ๆ บ้าง อย่าเพิ่งท้อก็แล้วกัน
            นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้วคุณสามารถจะสร้าง pattern การตีคอร์ดได้เองโดยให้เข้ากับจังหวะของเพลงนั้น ๆ และคุณสามารถหารูปแบบการตีคอร์ดอื่น ๆ ได้จากการฟังเพลงและแกะเพลงให้มาก ๆ หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะพอเข้าใจและรู้จักกับการตีคอร์ดมากขึ้นนะครับ ดังนั้นต่อไปเราจะเริ่มฝึกการเกา...กีตาร์ที่หลาย ๆ คนชอบมากกัน
*****หมายเหตุ : เครื่องหมาย เป็นเครื่องหมายแสดงว่าเล่นเหมือนกับห้องก่อนหน้านี้ ก็คือเล่นแบบเดียวกันกับห้องที่แล้ว
         แบบฝึกหัดทั้งหมดนี้อยากให้เพื่อนที่เพิ่งเริ่มหัดได้ลองฝึกทุกแบบฝึกหัดนะครับ ในแต่ละแบบฝึกหัดเมื่อดีดครบ 4 คอร์ดก็กลับไปเริ่มใหม่วนอยู่แค่นี้ก่อน อย่าเพิ่งเบื่อหรือรำคาญนะครับ คุณต้องถามตัวเองดูว่าดีดตามแบบฝึกหัดนั้นคล่องหรือยังทั้งการเปลี่ยนคอร์ดจับคอร์ด จังหวะการดีดแต่ละสาย ความเคลียร์ของเสียงที่ได้ยังบอดอยู่หรือไม่ ถ้าคุณรู้สึกว่าเป็นที่พอใจแล้วจึงค่อยเริ่มหัดในสิ่งที่ยากขึ้นต่อไปนะครับ คุณสามารถศึกษาขั้นตอนการฝึกหัดกีตาร์ในแบบของผมเองได้ครับ  
ที่มาhttp://easyguitar.kwanruean.com/basicchord.htm